วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

BA205g10

จัดทำบทความโดย
นางสาวชุติมา สอนผิว เลขทะเบียน 5001208030

เรื่อง ธปท.แจงยอดใช้เช็คหดตามเศรษฐกิจ

ธปท.เผยปริมาณการใช้เช็คในระบบลด สะท้อนภาวะเศรษฐกิจการค้าที่ยังไม่ปรับดีขึ้นมากนัก แต่ยอดเช็คเด้งน้อยลง

นายฉิม ตันติยาสวัสดิกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายระบบข้อสนเทศ ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) เปิดเผยว่า ยอดการใช้เช็คในระบบของไทยล่าสุด ในแง่ปริมาณเช็คทั้งระบบถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ซึ่งยังสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเช็คคืนไม่มีเงินหรือเช็คเด้งไม่ได้เพิ่มขึ้น ทั้งระบบแล้วมีอัตราเช็คเด้งประมาณ 1.3% ใกล้เคียงกับปีก่อน
“ถึงปริมาณการใช้เช็คจะดูลดลง แต่สิ่งที่ดีคือแนวโน้มเช็คเด้งลดลง สะท้อนภาวะการค้าขายและเศรษฐกิจที่จะดีขึ้นได้ในอนาคต แต่ในระบบการชำระเงิน ธปท.จะยังเร่งพัฒนาและปรับปรุงระบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับระบบการเคลียริงต่อไป” นายฉิม กล่าว

ทั้งนี้ ธปท.รายงานข้อมูลสถิติเช็ค ล่าสุด จำแนกตามพื้นที่ของศูนย์ 3 แห่ง ทั่วประเทศ ในเดือน พ.ย.ปีนี้ พบว่า การเรียกเก็บเช็คในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลผ่านศูนย์หักบัญชีอิเล็กทรอนิกส์มีปริมาณเช็คเรียกเก็บรวมทั้งสิ้น 4.59 ล้านฉบับ เพิ่มขึ้น 3 แสนฉบับ จากเดือนก่อน 4.29 ล้านฉบับ แต่หากเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน เพิ่มขึ้น 9.7% โดยเช็คคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2.35 ล้านล้านบาท มีมูลค่าลดลง 5.55 หมื่นล้านบาท หรือ 2.3% จากเดือนก่อน 2.41 ล้านล้านบาท และลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน 3.9%

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนเช็คเรียกเก็บทั้งหมดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีปริมาณเช็คคืนไม่มีเงินหรือเช็คเด้ง 4.55 หมื่นฉบับ ลดลง 3,646 ล้านฉบับ คิดเป็นมูลค่าเช็คเด้ง 5,050 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 1,090 ล้านบาท หรือ 17.75% คิดเป็นสัดส่วนปริมาณเช็คเด้งต่อเช็คเรียกเก็บทั้งหมดที่ 1% ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีสัดส่วน 1.3%

ด้านปริมาณเช็คเรียกเก็บผ่านศูนย์อิเล็กทรอนิกส์ในเขตภูมิภาคมีจำนวนทั้งสิ้น 1.17 ล้านฉบับ เพิ่มขึ้น 2.36 หมื่นฉบับ จากเดือนก่อนที่มี 1.14 ล้านฉบับ คิดเป็นมูลค่า 2.42 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.77 หมื่นล้านบาท หรือ 7.87% เมื่อเทียบกับมูลค่าในเดือนก่อนหน้าที่ 2.24 แสนล้านบาท

โดยยอดเช็คเรียกเก็บทั้งหมดในเขตภูมิภาคมีเช็คเด้งอยู่ทั้งสิ้น 1.19 หมื่นฉบับ เพิ่มขึ้น 412 ฉบับจากเดือนก่อน คิดเป็นมูลค่า 1,160 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10 ล้านบาท จากเดือนก่อน คิดเป็นสัดส่วนปริมาณเช็คเด้งต่อเช็คเรียกเก็บทั้งหมดที่ 1% ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนที่ 1.2%

ด้านเช็คเรียกเก็บข้ามเขตสำนักบัญชีทั่วประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น6.09 แสนฉบับ เพิ่มขึ้น 1.11 แสนฉบับหรือ 22.36% จากเดือนก่อน คิดเป็นมูลค่าเช็ครวม 3.17 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,830 ล้านบาท หรือ 13.7% โดยในจำนวนนี้มีเช็คเด้งอยู่ 1.37 หมื่นฉบับ ลดลง 1,034 ฉบับ คิดเป็นมูลค่าเช็คเด้ง 730 ล้านบาท ลดลง 5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเช็คเด้งข้ามเขต 2.3% ของเช็คเรียกเก็บข้ามเขตทั้งหมด


ที่มา : http://www.posttoday.com/finance.php?id=80533

คำถามท้ายเรื่อง
1. ผู้ช่วยผู้ว่าการสายระบบข้อสนเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือใคร
2. ธปท. พบว่าอย่างไร จากรายงานข้อมูลสถิติเช็คล่าสุด จำแนกตามพื้นที่ของศูนย์ 3 แห่ง ทั่วประเทศ ในเดือน พ.ย. ปีนี้
3. เช็คเรียกเก็บข้ามเขตสำนักบัญชีทั่วประเทศมีจำนวนทั้งสิ้นกี่ฉบับ

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย

นาย นพดล ไทรวิมาน เลขทะเบียน 5001208031

เรื่อง ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก ดอลล์ทรงตัวเทียบยูโร,ปอนด์ หลังอังกฤษคงดบ.-เดินหน้าโครงการซื้อสินทรัพย์



ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐขยับลงเพียง 0.04% เมื่อเทียบกับยูโรที่ระดับ 1.4730 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 1.4724 ยูโร/ดอลลาร์ แต่พุ่งขึ้น 0.41% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 88.220 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 87.860 เยน/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ดอลลาร์ขยับลง 0.09% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0257 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 1.0266 ฟรังค์/ดอลลาร์ และขยับขึ้น 0.07% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์ที่ 1.6273 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6261 ปอนด์/ดอลลาร์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียพุ่งขึ้น 0.94% แตะที่ 0.9172 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับของวันพุธที่ 0.9087 ดอลลาร์สหัรฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์พุ่งขึ้น 1.32% แตะที่ 0.7279 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.7184 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์

ดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในระหว่างวันและดีดขึ้นมาย่ำฐานทรงตัวเมื่อเทียบกับเงินยูโรและปอนด์ หลังจากธนาคารกลางอังกฤษประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% ตามความคาดหมายในการประชุมเมื่อวานนี้ และระบุว่าจะดำเนินการซื้อสินทรัพย์ที่ระดับ 2 แสนล้านปอนด์ ต่อไป

คณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายของธนาคารอังกฤษระบุว่า ธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงอย่างน้อยในเดือน ก.พ และย่ำว่าโครงการซื้อสินทรัพจะสิ้นสุดลงตามกำหนด

อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงกดดันหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขาดดุลการค้าในเดือน ต.ค. ลดลงเหลือ 3.29 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสวนทางกับนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากยอดส่งออกเดือน ต.ค. พุ่งขึ้น 2.5% ทำสถิติเพิ่มขึ้นตืดต่อกันเป็นเดือนที่ 6

ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการในระหว่างว่างงานร่วงลงแตะระดับ 474000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี และทำสถิติลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5

ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียทะยานขึ้นแข็งแกร่งหลังธนาคารกลางออสเตรเลียประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 3.75% ขณะที่ตัวเลขจ้างงานเดือน พ.ย. ของออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 31200 ตำแหน่งจากเดือนต.ค. พร้อมทำสถิติขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากบริษัทเอกชนหลายแห่งเพิ่มการจ้างงานมากขึ้น ส่วนอัตราว่างงานขยับลดลงจากระดับ 5.8% ไปอยู่ที่ 5.7%

คำถาม
1.ทำไมดอลลาร์สหรัฐจึงได้รับแรงกดดันจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ
2.ทำไมจำนวนชาวอเมริกันที่ขอรับสวัสดิการจึงมีจำนวนนอยลง
3.ทำไมค่าเงินดอลลาร์ของออสเตรเลียจึงทะยานแข็งแกร่งขึ้น